Uncategorized

โพลาร์ วอร์เท็กซ์ (Polar vortex) มีผลทําให้เกิดสิ่งใดกับโลกของเรา

By Then New Daily Nation-April 7, 2022

 

เมื่อจู่ๆอุณหภูมิในประเทศไทยก็ลดฮวบลงไป 2-4 องศาฯ ทั้งที่เป็นเดือนเมษายน เดือนที่คนไทยคุ้นชินแห่งความร้อนระอุจนผิวแทบไหม้ แต่กลับปรากฏอากาศหนาวเย็นปกคลุมทั่วไทย ไม่ว่าจะเป็นภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก รวมไปถึงกรุงเทพ และปริมณฑล ทำให้เกิดคำถามมากมาย แม้อาจจะมีใครหลายคนชอบใจอยู่บ้าง แต่ก็แอบหวั่นวิตกไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโลกเรากันแน่? 

 

การที่อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว เรียกว่าปรากฏการณ์ Polar vortex แปลว่า กระแสน้ำวนขั้วโลก ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดจากโลกร้อนขึ้น จนส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายรวดเร็ว และ Polar vortex ลมวนขั้วโลกที่ไม่สมดุล พัดเอาอากาศเย็นจากการที่น้ำแข็งละลายไปยังพื้นที่อื่นๆของโลก 

Polar vortex คืออะไร?

Polar vortex  อ่านว่า โพลาร์ วอร์เท็กซ์ คือ ลมวนขั้วโลกเหนือ ซึ่งเป็นกระแสลมที่หมุนทวนเข็มนาฬิกาวนรอบเหนืออาร์กติกราว 50 กิโลเมตร มีหน้าที่คอยกักเก็บรักษาลมเย็นไว้ในบริเวณภูมิภาคอาร์กติก และไม่ให้อากาศร้อนหรือที่อุ่นกว่าเล็ดลอดเข้ามาในอาณาเขตภายในขั้วโลกเหนือได้ แต่เมื่อไรก็ตาม ที่โพลาร์วอร์เท็กซ์เสียสมดุล ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนทิศทางของลม กระแสลมวนมีการแตกแขนง ทำให้ Polar vortex ขั้วโลกเหนือมีอุณหภูมิสูงขึ้น ก็จะส่งผลให้พื้นที่อื่นๆของโลกได้รับอิทธิพลของ Polar vortex ผลกระทบจากความแปรปรวน คืออุณหภูมิที่ต่ำลงหรือมีอากาศหนาวเย็นกว่าปกตินั่นเอง 

Polar vortex ผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน 

ปรากฏการณ์ Polar vortex คือ ผลกระทบต่อเนื่องจากภาวะโลกร้อน ที่มีการสะสมมาเป็นเวลานาน และไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในโลก ซึ่งเคยเกิด Polar vortex นอกเหนือบริเวณขั้วโลกเหนือ ซึ่งเกิดจากภูมิอากาศแปรปรวนรุนแรงมากขึ้น เนื่องด้วยบริเวณขั้วโลกเหนือมีอากาศอุ่นขึ้น จนส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ เช่น ฤดูหนาวสั้นลง เกิดพายุรุนแรงถี่ขึ้น ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา 

 

การเกิด Polar Vortex (โพลาร์ วอร์เท็กซ์) ส่งผลกระทบได้ทั่วโลก เพราะขั้วโลกเหนือคอยรักษาความสมดุลของความเย็นและสภาพภูมิอากาศของโลกไว้ ซึ่งน้ำแข็งที่ขาวโพลนในขั้วโลกเหนือ คอยทำหน้าที่เหมือนกระจกบานใหญ่ ที่คอยสะท้อนแสงอาทิตย์และความร้อนกลับไปยังชั้นบรรยากาศ แต่เมื่อสภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกและน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำแข็งที่ละลายไม่ได้สะท้อนความร้อนตามที่ควรจะเป็น แต่สีเข้มของมหาสมุทรกลับดูดซับความร้อนจากแสงอาทิตย์เอาไว้ ยิ่งทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างรวดเร็ว 

ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เป็นตัวแปรหลักที่ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียสภายในช่วงเวลา 50 ปี ซึ่งนับว่าใช้เวลาสั้นมาก เมื่อเกิดสภาวะโลกร้อนขึ้น ขั้วโลกเหนืออาร์กติกจะมีอัตราอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าพื้นที่อื่นๆถึง 2 เท่า และนั่นจะทำให้น้ำทะเลแข็งละลายอย่างรวดเร็ว และแทบจะไม่แข็งตัวได้ตามปกติ นอกจากจะส่งผลกระทบการไร้ที่อยู่ของสัตว์ขั้วโลกเหนือ และล้มตายไปเป็นจำนวนมากแล้ว อุณหภูมิที่ขยับสูงขึ้นของอาร์กติกยังเป็นการเปลี่ยนแปลงกระแสลมเจ็ทสตรีมในชั้นบรรยากาศให้อ่อนตัวลง และส่งผลต่อสภาพอากาศแบบรุนแรงสุดขั้ว อย่างที่เคยปรากฏขึ้นที่ตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย 

Polar Vortex เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด  

มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่คิดว่า Polar Vortex เป็นเรื่องไกลตัว ทั้งที่จริงแล้ว Polar Vortex คือ การสะท้อนวิกฤติของภาวะโลกร้อน ที่ส่งผลต่อสภาพอุณหภูมิโลกให้แปรปรวนอย่างน่าเป็นห่วง จนอาจเรียก

ได้ว่าเป็นภัยพิบัติ Polar Vortex ได้ด้วยซ้ำ เพราะอากาศที่เย็นลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ หรือพืชพรรณไม้ 

หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเจอผลกระทบจาก ปรากฏการณ์ Polar Vortex เมื่อปี 2562 ทำให้หลายพื้นที่ในสหรัฐฯ ต้องเจอกับสภาพภูมิอากาศ -20 องศาเซลเซียส และบางพื้นที่มีอุณหภูมิลดต่ำลงไปถึง -53  ที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือ เมืองชิคาโก ต้องเผชิญกับสภาพอากาศหนาวยิ่งกว่าทวีปขั้วโลกใต้ จนถึงกับต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ให้ประชาชนงดทำกิจกรรมกลางแจ้ง พูดให้น้อยที่สุดเมื่อจำเป็นต้องออกนอกอาคาร 

 

ในขณะที่ยุโรปเองก็ต้องพบกับพายุหิมะ ประเทศอังกฤษต้องทำการยกเลิกเที่ยวบิน เนื่องจากไม่สามารถนำเครื่องขึ้นบินได้ ส่วนประเทศเยอรมนี เบลเยียม และรัสเซีย ก็ต่างถูกครอบคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนในหลายพื้นที่ ในขณะที่ฝั่งออสเตรียเลียกลับเจอสภาพอากาศร้อน ซึ่งสูงกว่า 46 องศาเซลเซียส 

Polar vortex กับประเทศไทย 

กรมอุตุฯได้มีการชี้แจง ไม่ใช่เพราะ Polar Vortex สาเหตุที่ไทยมีอุณหภูมิลดลงในวันที่ 3 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา แต่เป็นผลมาจากอิทธิพลของความกดอากาศจากประเทศจีน ที่แผ่มาปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบน แม้ว่าไทยจะอยู่เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 มี.ค.ก็ตาม 

 

โดยปกติมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน อาจมีการแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความแรงของมวลอากาศ หากมวลอากาศดังกล่าวสามารถปกคลุมไปจนถึงภาคใต้ตอนบนได้ นั่นจะส่งผลให้สภาพอากาศของประเทศไทยตอนบนเกิดความแปรปรวน และมีฝนฟ้าคะนอง โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนที่อุณหภูมิจะลดลงและมีลมแรงตามมา ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อช่วงปี พ.ศ. 2559 ที่มีอากาศหนาวเย็นในฤดูร้อนเป็นเวลาสั้นๆแม้จะเพียงไม่กี่วันเท่านั้น 

สำหรับผลกระทบจาก Polar Vortex ไทยนั้นนับว่าโชคดีที่มีเขาหิมาลัยตั้งขวางทางลมไว้ ทำให้กระแสลมวนไหลเวียนเปลี่ยนทิศทาง จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมโพลาร์วอร์เท็กซ์ผลกระทบกับไทยจึงเกิดได้ยาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดขึ้นเลยในอนาคต หากความสมดุลธรรมชาติยังคงถูกมนุษย์รบกวน ด้วยความเห็นแก่ตัวอย่างไม่สิ้นสุด เร่งให้เกิดภาวะโลกร้อนเร็วขึ้น จนโลกอาจจะทานทน ซึ่งภัยพิบัติธรรมชาตินี่แหล่ะที่น่ากลัวที่สุด และมนุษย์ก็อาจสิ้นสูญพันธุ์เหมือนยุคไดโนเสาร์ก็เป็นได้