Blog, Featured, Health

ระหว่างน้ำตาเทียม…ยาหยอดตา เลือกใช้ตัวไหนดีนะ

By Then New Daily Nation-March 16, 2022

น้ำตาเทียมคืออะไร 

น้ำตาเทียมคือสารที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา ทดแทนน้ำตาเพื่อให้ความหล่อลื่น และบรรเทาอาการระคายเคือง คันตา น้ำตาไหล ที่เกิดจากอาการตาแห้ง แสบตา ด้วยน้ำตาเทียมคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำตาธรรมชาติ จึงมักถูกนำมาใช้บรรเทาอาการของปัญหาทางสายตาในหลายกรณีเลยทีเดียว 

น้ำตาเทียม ยาหยอดตา ต่างกันยังไง

น้ำตาเทียมกับยาหยอดตาต่างกันยังไงนะ? น้ำตาเทียมก็เป็นยาหยอดตาชนิดหนึ่ง เพียงแต่คุณสมบัติของส่วนผสมและลักษณะการใช้งานบางอย่างอาจมีความแตกต่างกันไป ซึ่งน้ำตาเทียมมีส่วนผสมบางอย่างที่คล้ายกับน้ำตาของคนเรา ในขณะที่ยาหยอดตาอาจมีส่วนผสมที่แตกต่างออกไป ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน เช่น ยาหยอดตาแก้ตามัว ยาหยอดตากุ้งยิง หรือยาหยอดตาขยายม่านตา เป็นต้น แต่ก็อาจจะมีบ้างที่น้ำตาเทียมและยาหยอดตาจะมีส่วนผสมที่เหมือนกัน อย่าง น้ำตาเทียมตาแห้ง น้ำตาเทียมตาแดง น้ำตาเทียมต้อลม เพียงแต่น้ำตาเทียมจะเลียนแบบน้ำตาธรรมชาติ มีความหนา และให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตามากกว่า 

น้ำตาเทียมช่วยเรื่องอะไร

ส่วนใหญ่แล้วน้ำตาเทียมใช้เพื่อรักษาอาการตาแห้ง หรือ keratoconjunctivitis sicca เนื่องจากผู้ที่มีอาการหรือเป็นโรคตาแห้ง จะมีภาวะตาแห้ง แสบ คัน และดวงตาไม่สามารถผลิตน้ำตาธรรมชาติได้เพียงพอ จึงต้องใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองที่เกิดจากตาแห้ง 

ส่วนยาหยอดตาใช้สำหรับรักษาตามอาการต่างๆ ซึ่งยาหยอดตาบางชนิดมีสาร antihistamines ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ทางตา เช่น ยาหยอดตาภูมิแพ้ ที่ใช้ยาหยอดตาล้างตาชำระล้างสิ่งสกปรกสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้ เกสรดอกไม้ ฝุ่นละออง หรือขนสัตว์ แต่ยาหยอดตาแต่ละประเภทก็จะมีส่วนผสมบางอย่างแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับยาหยอดตาใช้เพื่ออะไร และสูตรของผู้ผลิต 

อาการระคายเคือง ตาแดง คันในดวงตา อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการแพ้อากาศ อดนอน มีภาวะเครียด ฯลฯ ซึ่งน้ำตาเทียมและยาหยอดตาบางชนิดมี  tetrahydrozoline hydrochloride ช่วยทำให้เส้นเลือดหดตัว อาการตาแดงจึงลดลง แต่ก็มักจะมียาปฏิชีวนะ จำพวกยาแก้ปวด หรือสเตียรอยด์ที่ช่วยลดอาการอักเสบผสมด้วย ดังนั้นไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ เพราะน้ำตาเทียมผลข้างเคียงก็มีเช่นกัน 

น้ำตาเทียมมีกี่แบบ

น้ำตาเทียมทางการแพทย์ที่มีจำหน่ายในท้องตลาด สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลักๆด้วยกัน ดังนี้ 

1.น้ำตาเทียมชนิดสารละลาย (solution) น้ำตาเทียมประเภทนี้ ได้แก่ น้ำตาเทียมชนิดน้ำ และน้ำตาเทียมชนิดน้ำและไขมัน 

  • น้ำตาเทียม ข้อดี  : ใช้งานง่าย ไม่ก่อให้เกิดอาการตามัว หรือตาพร่าชั่วขณะ มีให้เลือกใช้หลายชนิด ทั้งแบบ unit dose ซึ่งอยู่ในบรรจุภัณฑ์สำหรับใช้ไม่เกิน 1 วัน เพราะเป็นน้ำตาเทียมไม่มีสารกันเสีย ปลอดภัยต่อการใช้ในระยะยาว ที่เรามักจะเห็นในรูปแบบของ น้ำตาเทียมกระเปาะ  และแบบ multiple dose น้ำตาเทียมที่บรรจุในภาชนะที่เป็นขวดขนาด 5 ,15 หรือ 30 มิลลิลิตร หรือหลอดโลหะ ซึ่งสามารถใช้ได้หลายครั้ง เป็นน้ำตาเทียมราคาถูกกว่า unit dose และแบบเจลป้ายตา
  • น้ำตาเทียม ข้อเสีย : ให้ความชุ่มชื้นได้ในระยะเวลาสั้นๆ จึงต้องคอยหยอดหลายครั้งในแต่ละวัน มักมีส่วนผสมของสารกันเสีย (preservatives) อาจทำให้ผู้ใช้บางรายมีอาการแพ้หรือระคายเคืองได้ แต่ถ้าเป็นชนิดน้ำตาเทียมปราศจากสารกันเสียมีอายุการใช้งานสั้น ประมาณ 1-2 วัน หรือไม่เกิน 24 ชม.

2.น้ำตาเทียมแบบกึ่งแข็ง (semi-solid) ได้แก่ น้ำตาเทียมขี้ผึ้งหรือเจล 

  • ข้อดี น้ำตาเทียมแบบกึ่งแข็ง : ให้ความชุ่มชื้นได้ยาวนาน 
  • ข้อเสีย น้ำตาเทียมแบบกึ่งแข็ง : การใช้งานจะไม่ค่อยสะดวกเท่าไรนัก หากเทียบกับน้ำตาเทียมแบบโซลูชั่น และเมื่อใช้น้ำตาเทียมประเภทกึ่งแข็งอาจทำให้สมรรถภาพการมองเห็นลดลงไปชั่วขณะ

ข้อควรระวังในการใช้น้ำตาเทียม 

น้ำตาเทียมประโยชน์นั้นมีมากหากใช้ถูกวิธี  แต่ถ้าถามว่าน้ำตาเทียมมีผลเสียไหม? แน่นอนว่าก็มีเช่นกัน หากใช้ผิดวิธี หรือใช้อย่างไม่ระวัง ฉะนั้นก่อนจะใช้น้ำตาเทียม ข้อบ่งใช้มีอะไรบ้าง ก็ต้องศึกษาและอ่านฉลากหรือคู่มือที่แนบมาด้วยเสมอ เพราะตัวยาแต่ละชนิดหรือแต่ละยี่ห้อน้ำตาเทียมการใช้รักษา อาจแตกต่างกัน จึงต้องระวังให้มากเพราะเสี่ยงดวงตาบอดได้ หรือมีผลต่อสุขภาพดวงตาในระยะยาว โดยข้อควรระวังในการใช้น้ำตาเทียมภาพรวมมีดังนี้ 

  • น้ำตาเทียมรายวัน หรือน้ำตาเทียมชนิด unit dose หลังจากเปิดใช้งานแล้ว ควรใช้ให้หมดภายใน ๅ วัน หรือไม่เกิน 24 ชั่วโมง หรือตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์นั้นๆ เนื่องจากน้ำตาเทียมชนิดนี้ไร้สารกันเสีย เมื่อถูกเปิดใช้งานแล้ว ประสิทธิภาพก็จะลดลงเรื่อยๆไปตามระยะเวลา 
  • น้ำตาเทียมรายเดือน หรือน้ำตาเทียมชนิด multiple dose เมื่อเปิดใช้งานแล้ว ไม่ควรใช้น้ำตาเทียมเกิน 1 เดือน เพราะอาจมีเชื้อจุลชีพหรือเชื้อโรคต่างๆปนเปื้อน
  • วิธีการใช้น้ำตาเทียม ไม่ควรให้ปลายหลอดหยดสัมผัสกับดวงตาหรือขนตา เพราะอาจทำให้ดวงตาอักเสบหรือติดเชื้อแบคทีเรียได้ 
  • หากต้องใช้น้ำตาเทียมต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ควรเลือกใช้น้ำตาเทียมปราศจากสารกันเสีย (preservatives) เพื่อความปลอดภัยต่อดวงตา 
  • ผู้ใช้น้ำตาเทียม คอนแทคเลนส์ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำตาเทียมผสมสารกันเสีย เพราะอาจมีการสะสมจนเป็นอันตรายต่อดวงตาได้ 

เนื่องจากน้ำตาเทียมโดยทั่วไปถูกจัดอยู่ในหมวดยาแผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นยาสำหรับใช้ภายนอก มีส่วนประกอบหลักของน้ำตาเทียมแบบโซลูชั่นหรือแบบเจลนั้นจะประกอบไปด้วย สารที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา  เช่น เมทิลเซลลูโลส (Methylcellulose) คาร์บอกซิเมทิลเซลลูโลส (Carboxymethyl cellulose) ไฮดรอกซีเอทิลเซลลูโลส (Hydroxypropyl cellulose) ไฮดรอกซีโพรพิลเซลลูโลส (Hydroxypropyl methylcellulose) คาร์โบเมอร์ (Carbomer) เป็นต้น และยังมีบัฟเฟอร์ (Buffer) ที่ช่วยในการควบคุมความเป็นกรด-ด่าง และการคงสภาพสารประกอบต่างๆ ให้มีความใกล้เคียงกับน้ำตาของมรุษย์มากที่สุด เมื่อหยดน้ำตาเทียมก็จะไม่เกิดการแสบหรือระคายเคือง

ด้วยส่วนผสมของสารประกอบแต่ละตัวเหล่านี้ ล้วนเป็นสารประกอบที่ต้องมีการควบคุมจากผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด รวมไปถึงความระมัดระวังในการใช้ของผู้อุปโภค จึงไม่ควรที่จะทำการซื้อน้ำตาเทียมเองหากไม่เคยใช้มาก่อน และก่อนที่จะซื้อน้ำตาเทียม วันหมดอายุก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องดูให้ดี เพื่อจะได้คำนวนระยะเวลาการใช้งานได้พอดี ไม่อย่างนั้นอาจได้ใช้น้ำตาเทียมหมดอายุ เสี่ยงตาบอด และไม่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป บางคนซื้อมาไว้สำรองแต่ไม่ทันได้ใช้ น้ำตาเทียมหมดอายุเสียก่อน เป็นเหตุที่ว่าทำไมก่อนจะซื้อ นอกจากดูรายละเอียดอื่นๆแล้ว เรื่องวันหมดอายุก็สำคัญเช่นกัน

หากมีอาการโรคตา อาจจะต้องพิจารณายาหยอดตา แต่ถ้าเพียงแค่รู้สึกตาแห้ง เพราะจ้องจอมือถือ หรือทำงานหน้าจอคอมฯนานๆ อาจเลือกที่จะใช้น้ำตาเทียม ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ น้ำตาเทียมช่วยให้ความชุ่มชื้น และแก้อาการตาแห้ง จากเหตุเล็กๆน้อยๆ โดยน้ำตาเทียมถูกทำขึ้นมาเพื่อเลียนแบบน้ำตาธรรมชาติ แต่ยาหยอดตามักจะใช้เพื่อแก้หรือรักษาปัญหาสายตาหรือโรคเกี่ยวดวงตา ดังนั้นก่อนจะเลือกซื้อใช้สิ่งใด ควรปรึกษาจักษุแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อความปลอดภัยดีที่สุด